ทำเกมกับเพื่อนฉบับนักศึกษา ตอนที่ 1

เรื่องเด่น, บทความ

สวัสดีปีใหม่ เพื่อนๆ นักทำเกมทุกคนนะครับ ศักราชใหม่แล้วก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ กันดูบ้างครับ ซึ่งผมก็จะนำเสนอบทความ เทคนิค ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ กันทั้งปีอีกเช่นเคยครับ เรามาเริ่มเปิดศักราชนี้ด้วยบทความซีรีส์ใหม่กันดีกว่าครับ โดยเรื่องแรกที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คือ การทำเกมกับเพื่อนฉบับนักศึกษาครับ

การทำเกมหรือแอปพลิเคชันหลายๆ ครั้งเราก็ไม่สามารถทำคนเดียวได้นะครับ ต้องมีทีมงาน หรือเพื่อนที่จะแบ่งหน้าที่กันทำ ถ้าโปรเจคเล็กๆ ก็อาจจะไม่มีปัญหามากนัก แต่หากโปรเจคใหญ่ขึ้น มีซอฟต์แวร์ออกมาหลายเวอร์ชันมากขึ้น ก็ย่อมทำให้เกิดความซับซ้อนในงานมากขึ้นด้วย เพื่อนๆ อาจจะเคย Build เกมออกมาแล้วก็ตั้งชื่อเป็น Version 1 Version 2 ไปเรื่อยๆ ใช่ไหมล่ะครับ เวลาจะแก้ที หรือส่งให้เพื่อนทำทีนี่มีปัญหาเลยนะครับ หรือทีมมีโปรแกรมเมอร์มากกว่า 1 คน ก็ไม่รู้จะแบ่งกันยังไง เลยเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า Version control ครับ หรือเรียกง่ายๆ ก็คือตัวที่เอาไว้จัดการเวอร์ชันของโปรเจคเรานั่นเองครับ

จริงๆ แล้ววิธีการทำ Version control มีหลายวิธีนะครับ ที่นิยมกันมากๆ ก็เช่น SVN GIT ซึ่งในบทความวันนี้ เราจะมาใช้ GIT กันครับ

Git คือโปรแกรมแบบ Open source ที่จะมีคำสั่งให้เราสามารถบันทึกเวอร์ชันและพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกับเพื่อนๆ ได้ง่ายขึ้นมาก โดยเราไม่จำเป็นต้อง Copy โปรเจคตามเวอร์ชันต่างๆ เก็บไว้ แต่สามารถให้ Git ช่วยได้ครับ ซึ่งการจะใช้ Git เราก็จะต้องมี Git server ซึ่งตรงนี้บริษัทใหญ่ๆ ก็จะตั้งเซิฟเวอร์ของตัวอง แต่สำหรับเพื่อนๆ นักศึกษาผมจะแนะนำ Server ฟรีบน Internet นั่นก็คือ Bitbucket ครับ

📝 อีกตัวหนึ่งที่นิยมกันคือ GitHub แต่ GitHub จะบังคับให้เราเปิดโปรเจคเป็นสาธารณะหากเป็นบัญชีแบบฟรีแต่สามารถมีผู้พัฒนากี่คนก็ได้ ในขณะที่ Bitbucket จะอนุญาตให้เราตั้ง Private โปรเจคได้แต่มีข้อจำกัด คือ จะมีสมาชิกพัฒนาได้ไม่เกิน 5 บัญชีครับ

ขั้นแรกเราจะมาสมัคร Bitbucket กันก่อนนะครับ ซึ่งตรงนี้ทุกคนในทีมจะต้องมีไอดีกันทุกคน เพื่อล็อกอินเข้าไปทำงานในโปรเจค หรือที่เราเรียกกันว่า Repository ครับ ซึ่งตรงนี้เพื่อนๆ สามารถใช้ Gmail account หรือจะสมัครใหม่ก็ได้ครับ

สร้าง account ของ Bitbucket

เมื่อเราสมัครและล็อกอินเรียบร้อยแล้ว ให้เราคลิกที่ Create repository ครับเพื่อสร้าง Repository เตรียมไว้สำหรับโปรเจคของเรานั่นเองครับ

จากนั้นเราจะตั้งชื่อ Repository ของเรา เลือก Version control เป็น Git แล้วเราจะได้ URL ของ Repository มาตามรูปนี้ครับ

เท่านี้ เราก็มี Repository ที่พร้อมจะใช้งานบน Server ของ Bit bucket แล้วครับ ติดตามต่อในตอนที่ 2 กันนะครับ ซึ่งจะป็นการพูดถึงวิธีการใช้งาน โปรแกรม Sourcetree ร่วมกับ Repository ของเราเพื่อ Push และ Commit ขึ้นไปยัง Server ครับ

, , , ,

บทความที่เกี่ยวข้อง

Menu